Push (2009): งานไซไฟพลังจิตสุดล้ำ แอ็กชันดิบสไตล์อินดี้ และเสน่ห์ฮ่องกงยุคคลาสสิก
ในปี 2009 ยุคที่ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่และมนุษย์กลายพันธุ์กำลังเริ่มก่อตัวเป็นกระแสหลักบนโลกภาพยนตร์ ผลงานไซไฟ-แอ็กชันฟอร์มดิบอย่าง “Push” หรือชื่อไทย “พุช โคตรคนเหนือมนุษย์” ได้ก้าวเข้ามามอบรสชาติที่แปลกใหม่ แตกต่าง และทะเยอทะยานอย่างยิ่ง ภายใต้การกำกับของ Paul McGuigan (ผู้กำกับจาก Lucky Number Slevin) ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “A Gritty, Stylized, and Severely Underrated Sci-Fi Thriller” หนังไม่ได้พึ่งพาฉาก CG ตระการตาสไตล์บล็อกบัสเตอร์ทุนหนา แต่โดดเด่นด้วยการสร้างระบบ “ประเภทพลังจิต” ที่สมจริง มีเงื่อนไข และเลือกใช้ฉากหลังเป็นความแออัด ดิบเถื่อน แต่เปี่ยมเสน่ห์ของฮ่องกงได้อย่างทรงพลัง นี่คือ Deep Recommendation สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวการต่อสู้ด้วยไหวพริบของกลุ่มคนพลังจิตคล้ายซีรีส์ Heroes หรือ X-Men เวอร์ชันสตรีทอาร์ต
เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: สงครามซ่อนหาของเหล่ามนุษย์พลังจิต กับแผนล้มยักษ์ตัดหน้าอนาคต
เรื่องราวเซตฉากหลังในโลกที่มีมนุษย์บางส่วนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์พลังจิต ซึ่งถูกแบ่งแยกประเภทตามความสามารถ เช่น “Movers” (พวกเคลื่อนย้ายสิ่งของ), “Watchers” (พวกมองเห็นอนาคต), “Pushers” (พวกล้างสมองและฝังความคิด) และ “Sniffs” (พวกดมกลิ่นตามรอย) คนกลุ่มนี้ตกเป็นเป้าหมายของ “Division” (ดิวิชัน) องค์กรรัฐบาลสหรัฐฯ สุดลึกลับที่จับตัวพวกเขามาทดลองเพื่อสร้างกองทัพมนุษย์ดัดแปลง
“นิค กานท์” (รับบทโดย คริส อีแวนส์) หนุ่มเลเวลสองสาย Mover ที่ต้องกบดานและใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในฮ่องกงหลังจากพ่อของเขาถูกดิวิชันสังหาร วันหนึ่งชีวิตอันเงียบสงบของเขาก็พังลงเมื่อได้พบกับ “แคสซี่ โฮลม์ส” (รับบทโดย ดาโกตา แฟนนิง) เด็กสาววัย 13 ปีสาย Watcher ที่เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อตามหา “กระเป๋าเดินทางลึกลับ” ที่ข้างในบรรจุยาเพิ่มพลังจิตตัวล่าสุด ซึ่งถูกขโมยหนีออกมาโดยอดีตหนูทดลองสาย Pusher ระดับเทพอย่าง “คิรา” นิคและแคสซี่ต้องร่วมมือกับกลุ่มคนเหนือมนุษย์ใต้ดินในฮ่องกงเพื่อแย่งชิงกระเป๋าใบนี้ ตัดหน้าทั้งเจ้าหน้าที่จากดิวิชัน และแก๊งมาเฟียพลังจิตเจ้าถิ่นชาวจีน โดยพวกเขามีอาวุธเพียงอย่างเดียวคือการพยายาม “โกงอนาคต” ที่พวกรู้ล่วงหน้าขีดเขียนไว้
ทำไม Push (2009) ถึงเป็นภาพยนตร์ไซไฟสายสตรีทที่คัลต์และน่าจดจำ?
- การแบ่งคลาสพลังจิตที่เป็นระบบและฉลาดใช้: เสน่ห์ที่แท้จริงของหนังคือการสะท้อนว่า คนมีพลังจิตไม่ใช่พระเจ้า พวกเขามีขีดจำกัดและจุดอ่อน ฉากต่อสู้ในเรื่องจึงไม่ใช่การปล่อยพลังแสงใส่กัน แต่เป็นการชิงไหวชิงพริบ เช่น การใช้สาย Sniff ดมกลิ่นจากวัตถุเพื่อตามรอย หรือฉากไคลแมกซ์ที่ตัวละครต้อง “ลบความทรงจำตัวเอง” เพื่อไม่ให้พวกสาย Watcher ฝั่งศัตรูอ่านอนาคตออก ถือเป็นไอเดียที่ชาญฉลาดมาก
- บรรยากาศสไตล์นีโอ-นัวร์กลางเมืองฮ่องกง: การเลือกฮ่องกงเป็นฉากหลัง (แทนที่จะเป็นนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิส) ช่วยเพิ่มความขลัง ความดิบ และความลึกลับให้ตัวหนังได้อย่างยอดเยี่ยม ตลาดสด ตึกแถวซอมซ่อ และแสงไฟนีออนยามค่ำคืน ถูกถ่ายทอดผ่านมุมกล้องแฮนด์เฮลด์ที่สั่นไหวและโทนสีจัดจ้าน สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร
- เคมีที่ลงตัวของ คริส อีแวนส์ และ ดาโกตา แฟนนิง: ก่อนที่คริส อีแวนส์จะก้าวไปเป็นกัปตันอเมริกา เขาได้โชว์เสน่ห์ความกวนและความเป็นฮีโร่สายสตรีทในเรื่องนี้ได้อย่างน่ามอง ปะทะบทบาทกับ ดาโกตา แฟนนิง ในวัยเด็กที่มอบการแสดงอันจัดจ้าน แสบสัน ในบทเด็กสาวแต่งตัวแนวกรันจ์คอยตบมุกและดึงสตินิคอยู่ตลอดเวลา
“Push คือข้อพิสูจน์ว่า… หนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องมีผ้าคลุมหรือชุดรัดรูปตระการตา แค่มีบทภาพยนตร์ที่เล่นกับไหวพริบ เงื่อนไขของพลัง และการพยายามดิ้นรนของคนธรรมดาในโลกที่บิดเบี้ยว มันก็สามารถสร้างความระทึกใจที่แปลกใหม่และอยู่เหนือกาลเวลาได้แล้ว”