The Vault (2021) หยุดโลกปล้น – แผนโจรกรรมห้องนิรภัยไร้ทางเจาะใจกลางกรุงมาดริด ท่ามกลางเสียงเชียร์ฟุตบอลโลก 2010
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์แนวแอ็กชันโจรกรรมชิงไหวชิงพริบสุดระทึก (High-Stakes Heist Thriller & Engineering Puzzle Masterpiece) มาอย่างต่อเนื่อง The Vault (2021) หยุดโลกปล้น หรือในบางประเทศใช้ชื่อว่า Way Down ผลงานการกำกับของ เฆาเม บาลาเกโร (Jaume Balagueró) ผู้กำกับชื่อดังชาวสเปน คือหนึ่งในภาพยนตร์ปล้นที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ, การผสมผสานหลักวิศวกรรมเข้ากับกลวิธีโจรกรรมได้อย่างชาญฉลาด, และการใช้ฉากหลังการแข่งขันฟุตบอลโลกสร้างความตึงเครียดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพยนตร์พาผู้ชมไปติดตามแผนการโจรกรรมสมบัติโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยใต้ดินของธนาคารแห่งชาติสเปน ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีระบบป้องกันภัยที่อันตรายและไม่มีทางเจาะเข้าไปได้
เรื่องย่อ: ภารกิจ 105 นาทีเจาะตู้เซฟพันปีกลางสมรภูมิเชียร์บอลโลก
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “วอลเตอร์” (Walter) นักล่าสมบัติใต้ทะเลมืออาชีพ ได้ค้นพบพิกัดของขุมทรัพย์โบราณที่สาบสูญจากเรือฟรานซิส เดรก ทว่าวัตถุโบราณชิ้นสำคัญซึ่งเป็นกุญแจไขพิกัดกลับถูกรัฐบาลสเปนยึดไป และนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยใต้ดินของธนาคารแห่งชาติสเปน (Bank of Spain) ซึ่งสร้างขึ้นด้วยกลไกอัจฉริยะเมื่อกว่า 100 ปีก่อน หากระบบตรวจพบการบุกรุกเพียงเล็กน้อย น้ำจะทะลักเข้าท่วมห้องนิรภัยจนจมมิดภายในไม่กี่นาที
เพื่อเจาะระบบป้องกันที่ไม่มีพิมพ์เขียวและไม่เคยมีใครทำสำเร็จ วอลเตอร์จึงดึงตัว “ธอม” (Thom) นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์อัจฉริยะจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มาร่วมทีม พร้อมด้วยสมาชิกผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทั้งนักต้มตุ๋น แฮกเกอร์ และสายลุย โดยพวกเขาวางแผนลงมือในระหว่างที่ทีมชาติสเปนลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งมีแฟนบอลนับแสนคนออกมารวมตัวกันปิดล้อมถนนหน้าธนาคาร ทีมโจรกรรมมีเวลาเพียง 105 นาทีตลอดการแข่งขันในการไขปริศนากลไกห้องเซฟและหลบหนีออกมาก่อนที่เสียงนกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้น
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
The Vault (2021) โดดเด่นด้วย การสร้างบรรยากาศความกดดันแบบนับถอยหลังที่สอดประสานเข้ากับความคลั่งไคล้ของเกมฟุตบอล (Ticking-Clock Suspense & Grand Urban Heist Atmosphere) งานกำกับภาพสามารถสลับอารมณ์ระหว่างความเงียบงัน ลุ้นระทึกภายในห้องนิรภัยใต้ดิน เข้ากับความบ้าคลั่งและเสียงโห่ร้องของฝูงชนด้านนอกได้อย่างยอดเยี่ยม ผสานกับการแสดงอันเปี่ยมเสน่ห์ของ เฟรดดี ไฮมอร์ (Freddie Highmore) ในบทวิศวกรหนุ่มอัจฉริยะ ร่วมด้วย เลียม คันนิงแฮม (Liam Cunningham), แอสทริด แบร์เชส-ฟริสเบ (Àstrid Bergès-Frisbey) และ แซม ไรลีย์ (Sam Riley)
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเปลี่ยนการปล้นให้กลายเป็นการแก้โจทย์ฟิสิกส์และวิศวกรรมสุดท้าทาย (A Clever Blend of Intellectual Problem-Solving and High-Octane Action) หนังไม่ได้พึ่งพาแค่อาวุธหนักหรือการยิงปะทะ แต่เน้นไปที่การทำงานเป็นทีม การคิดนอกกรอบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้แรงกดดันมหาศาล
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- ระบบป้องกันภัยห้องนิรภัยโบราณสุดอัจฉริยะ: กลไกการปล่อยน้ำท่วมเซฟที่ออกแบบมาเพื่อจัดการผู้บุกรุกอย่างไร้ความปรานี
- การวางแผนโจรกรรมคู่ขนานกับแมตช์ฟุตบอลโลก 2010: ไอเดียการใช้เสียงเชียร์และจังหวะของเกมฟุตบอลเป็นฉากบังหน้าการจารกรรม
- การแสดงอันชาญฉลาดของ Freddie Highmore: คาแรกเตอร์เด็กเนิร์ดสายวิศวะที่ใช้มันสมองแก้ไขสถานการณ์คับขันได้อย่างน่าประทับใจ
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Heist, Action, Thriller และ Crime: ภาพยนตร์โจรกรรมฟอร์มสนุกที่เดินเรื่องกระชับ ลื่นไหล และสร้างความตื่นเต้นได้ตลอดทั้งเรื่อง